มหกรรมลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปฐพีอย่าง ฟุตบอลโลก 2026 กำลังจะระเบิดศึกขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้ว ล่าสุดทางสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA ได้อำนวยความสะดวกให้แฟนบอลทั่วโลกด้วยการปล่อยฟีเจอร์ใหม่บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ ในหน้าตารางคะแนนและโปรแกรมการแข่งขัน (Scores & Fixtures)
โดยฟีเจอร์นี้มีเครื่องมือที่ชื่อว่า Where to watch เพื่อให้แฟนบอลสามารถกดเลือกประเทศหรือภูมิภาคที่ตัวเองอาศัยอยู่ แล้วระบบจะแสดงผลขึ้นมาให้ทันทีว่าในประเทศนั้น ๆ มีแพลตฟอร์ม ช่องโทรทัศน์ หรือแอปพลิเคชันใดบ้างที่ได้ลิขสิทธิ์ยิงสัญญาณถ่ายทอดสดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
แต่สิ่งที่ทำให้แฟนบอลชาวไทยต้องร้องอ้าวไปตาม ๆ กันก็คือ เมื่อเราลองเลื่อนดูรายชื่อประเทศในลิสต์ ตั้งแต่กลุ่มอักษร A ไปจนถึง V ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนบ้านอย่าง สิงคโปร์ เวียดนาม หรืออินโดนีเซีย ต่างก็มีชื่อปรากฏและระบุช่องทางรับชมไว้อย่างชัดเจน ทว่ากลับไม่มีชื่อประเทศไทยอยู่ในระบบ ณ เวลานี้
คำถามคือ แล้วคนไทยจะได้ดูฟุตบอลโลกครั้งนี้ไหม? จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 เราได้รวบรวม 3 ช่องทางและความเป็นไปได้ ที่คนไทยจะยังได้ลุ้นดูถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้กันดังนี้

ช่องทางที่ 1 ลุ้นดีลวิน-วินผ่านช่อง MONO และการลงทุนของ JAS
ความเป็นไปได้แรกที่มีการพูดถึงกันหนาหู คือการรับชมมหกรรมฟุตบอลโลกครั้งนี้ผ่าน ช่อง MONO
อ้างอิงจากบทวิเคราะห์ของ บริษัท หลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้มีการประเมินตัวเลขในเชิงธุรกิจและการลงทุนเอาไว้ว่า เมื่อคำนวณผลลัพธ์ได้-เสียรวมถึงจุดคุ้มทุนแล้ว มีโอกาสที่ทาง JAS อาจจะยอมตัดสินใจเข้าซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด The 2026 FIFA World Cup ในมูลค่าวงเงินไม่เกิน 688 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้ถือเป็นจุดคุ้มทุนเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม ดีลนี้อาจไม่ได้เป็นการซื้อแบบเหมาหมดทุกแมตช์ แต่อาจเป็นการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดบางส่วน หรือเลือกเฉพาะบางนัดสำคัญ ๆ เท่านั้น ซึ่งก็ยังดีกว่าประเทศไทยต้องเผชิญกับภาวะจอดำสนิท

ช่องทางที่ 2 ดูผ่านแอปพลิเคชัน DAZN สำหรับประเทศที่ไม่มีผู้ซื้อลิขสิทธิ์
หากท้ายที่สุดแล้วไม่มีสถานีโทรทัศน์หรือค่ายยักษ์ใหญ่ในไทยรายใดสู้ราคาไหว DAZN แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งกีฬาระดับโลก ก็พร้อมทำหน้าที่ยิงสัญญาณการแข่งขันฟุตบอลโลก ปี 2026 เพื่อเข้ามาเป็น “พระเอก” ขี่ม้าขาวเซฟแฟนบอลชาวไทยไม่ให้พลาดทัวร์นาเมนต์สำคัญนี้
มีกระแสข่าวรายงานว่า FIFA อาจมอบลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดให้กับทาง DAZN โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ แพลตฟอร์มนี้จะเปิดให้รับชมได้ เฉพาะในประเทศที่ไม่มีผู้ใดได้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดเท่านั้น ซึ่งประเทศไทยอาจตกอยู่ในกลุ่มนี้ โดยมีการคาดการณ์ว่าอัตราค่าบริการ Pay-Per-View หรือแพ็กเกจอาจจะอยู่ที่ประมาณ 699 บาท
นอกจากนี้ ทาง DAZN เองก็ได้มีการปล่อยตารางการแข่งขันในแต่ละวันออกมาสแตนด์บายรอไว้เรียบร้อยแล้ว ประกอบกับเมื่อปีที่ผ่านมา ในศึกฟุตบอลสโมสรโลก FIFA Club World Cup แฟนบอลชาวไทยก็รับชมแบบถูกลิขสิทธิ์ผ่านทาง DAZN เช่นกัน จึงทำให้ช่องทางนี้มีความเป็นไปได้สูงมาก และทาง FIFA เองก็เตรียมจะประกาศช่องทางรับชมอย่างเป็นทางการในประเทศที่ไม่มีผู้ซื้อลิขสิทธิ์ในเร็ว ๆ นี้
ช่องทางที่ 3 ความหวังริบหรี่แต่ยังไม่ตัดศูนย์ รัฐบาลจับมือเอกชนยิงสดฟรีทีวี
ช่องทางสุดท้ายคือภาพจำที่คุ้นเคยในอดีต นั่นคือการรับชมผ่าน ช่องฟรีทีวีและดิจิตอลทีวี ภายใต้การนำของรัฐบาลร่วมทุนกับนักลงทุนภาคเอกชนรายอื่น ๆ
แม้ว่าในขณะนี้ช่องทางดังกล่าวจะดูมีความเป็นไปได้น้อยที่สุด เนื่องจากท่าทีของรัฐบาลชุดนี้ดูเหมือนจะถอยห่างออกมาและไม่ได้แสดงความกระตือรือร้นในการคลังเหมือนครั้งก่อน ๆ แต่แหล่งข่าวระบุว่าทางภาครัฐเองก็ยังไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้นี้แบบ 100% และคาดว่าหลังบ้านยังคงมีความพยายามในการเจรจาอยู่เป็นระยะ
เหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายฝ่ายยังไม่ตัดช่องทางนี้ทิ้ง เพราะในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่าน ๆ มา ทุกรัฐบาลมักจะมีการจัดสรรงบประมาณ หรือขอความร่วมมือ เพื่อให้คนไทยได้ดูฟรีตลอดตามกฎ Must Have / Must Carry ดังนั้นครั้งนี้ก็อาจจะมีปาฏิหาริย์ในนาทีสุดท้ายเกิดขึ้นเหมือนครั้งก่อน ๆ ก็เป็นได้

แม้ว่าในหน้าเว็บฟิเจอร์ใหม่ของ FIFA จะยังไม่มีคำว่า “Thailand” ให้เราได้กดเลือก แต่จากทั้ง 3 ช่องทางข้างต้น แสดงให้เห็นว่าแฟนบอลชาวไทยยังพอมีหวัง ไม่ว่าจะต้องจ่ายเงินดูผ่านสตรีมมิ่ง หรือลุ้นดูฟรีผ่านหน้าจอทีวี อีกไม่กี่วันทัวร์นาเมนต์จะเริ่มแล้ว มาร่วมลุ้นไปพร้อมกันว่าบทสรุปของลิขสิทธิ์บอลโลกในไทยจะจบลงที่ตรงไหน